1. อัตรากำไรของโรงแรม = กำไร / รายได้รวม x 100 ใช้กำไรสุทธิสำหรับการวัดความสามารถในการทำกำไรในระดับเจ้าของ และใช้กำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นสำหรับประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงแรม
2. อัตรากำไรสุทธิของโรงแรมที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมักอยู่ที่ประมาณ 10% โดย 5% ถือว่าอ่อนแอ และ 20% ถือว่าแข็งแกร่ง ผลลัพธ์จริงจะแตกต่างกันตามประเภทที่พัก ภาระหนี้ ต้นทุนแรงงาน ฤดูกาล และสัดส่วนช่องทางการขาย
3. เครื่องคำนวณอัตรากำไรของโรงแรมที่ใช้งานได้จริงที่สุดควรแยกรายได้จากห้องพัก รายได้อื่น ค่าคอมมิชชัน OTA ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค วัสดุสิ้นเปลือง ค่าบำรุงรักษา ต้นทุนคงที่ และการชำระหนี้
4. ควรอ่านค่าอัตรากำไรร่วมกับอัตราการเข้าพัก ADR RevPAR และต้นทุนช่องทางการขาย เพราะแม้อัตราการเข้าพักจะสูง ก็อาจมีกำไรต่ำได้หากขายห้องในราคาถูกเกินไป
เครื่องคำนวณอัตรากำไรของโรงแรม
ใช้รูปแบบการคำนวณแบบง่ายนี้สำหรับรายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี

สูตรพื้นฐานคือ:
อัตรากำไรของโรงแรม = กำไร / รายได้รวม x 100
ในตัวอย่างด้านบน:
$17,000 / $138,000 x 100 = 12.3%
หมายความว่าโรงแรมสามารถเก็บกำไรได้ประมาณ $12.30 ต่อรายได้ทุก $100 หลังหักต้นทุนทั้งหมดที่ระบุไว้
โรงแรมควรใช้อัตรากำไรแบบใด?
โรงแรมใช้อัตรากำไรหลายรูปแบบในการคำนวณ แม้จะฟังดูคล้ายกัน แต่แต่ละแบบใช้ตอบคำถามทางธุรกิจที่ต่างกัน
อัตรากำไรจากการดำเนินงานขั้นต้น
อัตรากำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นใช้วัดว่าโรงแรมเปลี่ยนรายได้ให้เป็นกำไรจากการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ก่อนรวมต้นทุนเจ้าของ หนี้ ภาษี และรายการนอกการดำเนินงานบางส่วน
สูตร:
อัตรากำไรจากการดำเนินงานขั้นต้น = กำไรจากการดำเนินงานขั้นต้น / รายได้รวม x 100
ตัวชี้วัดนี้มีประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบการดำเนินงานของโรงแรม เพราะเน้นที่ตัวที่พักโดยตรง เช่น ห้องพัก ค่าแรง ค่าสาธารณูปโภค ค่าคอมมิชชัน OTA, อาหารและเครื่องดื่ม งานแม่บ้าน, และการบำรุงรักษา หากโรงแรมสองแห่งมีรายได้ใกล้เคียงกัน แต่แห่งหนึ่งมี GOP margin ต่ำกว่ามาก ปัญหามักอยู่ที่ต้นทุนการดำเนินงาน การจัดพนักงาน การตั้งราคา หรือสัดส่วนช่องทางการขาย
อัตรากำไรสุทธิ
อัตรากำไรสุทธิใช้วัดว่าหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเหลือเท่าใด นี่คือตัวเลขในระดับเจ้าของกิจการ
สูตร:
อัตรากำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ / รายได้รวม x 100
กำไรสุทธิสะท้อนภาพจริงทั้งหมดของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการดำเนินงาน ต้นทุนคงที่ การชำระหนี้ ภาษี ค่าบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายอื่นใดที่รวมอยู่ในการบัญชีของคุณ โรงแรมอาจมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ดี แต่มีอัตรากำไรสุทธิอ่อนแอได้ หากภาระหนี้หรือค่าเช่าสูงเกินไป
กำไรต่อห้อง
กำไรต่อห้องมีประโยชน์อย่างมากสำหรับโรงแรมขนาดเล็ก เพราะแปลงผลลัพธ์ให้เป็นตัวเลขที่ผู้จัดการนำไปใช้งานต่อได้จริง
สูตร:
กำไรต่อห้องว่างที่พร้อมขาย = กำไรรวม / จำนวนคืนห้องว่างที่พร้อมขาย
หากโรงแรม 30 ห้องมีจำนวนคืนห้องว่างที่พร้อมขาย 900 คืนในเดือน 30 วัน และมีกำไรสุทธิ $18,000 กำไรต่อห้องว่างที่พร้อมขายจะเท่ากับ $20 ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นได้ชัดว่าห้องแต่ละห้องสร้างกำไรได้เพียงพอหรือไม่เมื่อสิ้นเดือน
ตัวอย่างจริง: โรงแรมอิสระ 40 ห้อง
ลองนึกภาพโรงแรมอิสระขนาด 40 ห้องที่มีอัตราการเข้าพัก 70% และ ADR อยู่ที่ $145
จำนวนคืนห้องว่างที่พร้อมขาย: 40 x 30 = 1,200
จำนวนคืนห้องที่ขายได้: 1,200 x 70% = 840
รายได้จากห้องพัก: 840 x $145 = $121,800
จากนั้นเพิ่มรายได้อีก $14,000 จากอาหารเช้า ที่จอดรถ และค่าธรรมเนียมเช็คเอาต์ล่าช้า รายได้รวมจึงกลายเป็น $135,800
ค่าใช้จ่ายรายเดือน:

กำไรสุทธิ:
$135,800 - $111,500 = $24,300
อัตรากำไรสุทธิ:
$24,300 / $135,800 x 100 = 17.9%
นี่ถือเป็นเดือนที่แข็งแกร่ง แต่ให้สังเกตกลุ่มต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ค่าแรง ค่าคอมมิชชัน OTA และต้นทุนคงที่ของเจ้าของ หากอัตราการเข้าพักลดลง 10 จุด หรือค่าคอมมิชชัน OTA สูงขึ้น อัตรากำไรก็อาจหดตัวลงอย่างรวดเร็ว
อัตรากำไรของโรงแรมที่ดีควรเป็นเท่าไร?
ไม่มีตัวเลขอัตรากำไรของโรงแรมที่สมบูรณ์แบบเพียงค่าเดียว โรงแรมราคาประหยัดริมถนน โรงแรมบูติกในเมือง รีสอร์ต โฮสเทล และที่พักหรู ล้วนมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่างกัน
ในฐานะเกณฑ์อ้างอิงเชิงปฏิบัติ คู่มือด้านความสามารถในการทำกำไรของโรงแรมหลายฉบับมองว่าอัตรากำไรสุทธิ 5% ถือว่าอ่อนแอ ประมาณ 10% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และ 20% ถือว่าแข็งแกร่ง บางคู่มืออุตสาหกรรมใช้ช่วงกว้างกว่า คือ 10% ถึง 30% ขึ้นอยู่กับประเภทโรงแรม และขึ้นอยู่กับว่าคำนวณเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงานหรืออัตรากำไรสุทธิ
สำหรับโรงแรมอิสระ คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือไม่ใช่ "อัตรากำไรเฉลี่ยของโรงแรมคือเท่าไร?" แต่คือ "ที่พักแห่งนี้รักษาระดับกำไรไว้ได้เพียงพอกับความเสี่ยง ภาระหนี้ ฤดูกาล และเป้าหมายของเจ้าของหรือไม่?"
อัตรากำไรสุทธิ 9% อาจยอมรับได้สำหรับที่พักที่มีเสถียรภาพ หนี้ต่ำ และมีความต้องการจากลูกค้าประจำสูง ขณะที่อัตรากำไร 15% ก็อาจยังมีความเสี่ยงสำหรับโรงแรมตามฤดูกาลที่ต้องอยู่รอดให้ได้ตลอดสามเดือนที่ยอดขายชะลอ ควรเปรียบเทียบอัตรากำไรควบคู่กับจังหวะกระแสเงินสดเสมอ ไม่ใช่ดูเพียงเปอร์เซ็นต์ทั้งปีเท่านั้น
ทำไมอัตราการเข้าพักสูงจึงยังอาจให้กำไรต่ำได้
อัตราการเข้าพักเพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกว่าโรงแรมทำกำไรหรือไม่ โรงแรมอาจมีอัตราการเข้าพัก 90% แต่กำไรยังอ่อนแอได้ หากลดราคาห้องมากเกินไป หรือหากการจองส่วนใหญ่มาจากช่องทางที่มีค่าคอมมิชชันสูง
ตัวอย่าง:
โรงแรม A ขายห้องได้ 900 คืน ที่ ADR $95 รายได้จากห้องพักคือ $85,500
โรงแรม B ขายห้องได้ 720 คืน ที่ ADR $135 รายได้จากห้องพักคือ $97,200
โรงแรม B ขายห้องได้น้อยกว่าแต่ทำรายได้จากห้องพักได้มากกว่า อีกทั้งยังอาจมีต้นทุนแรงงานงานแม่บ้านต่ำกว่า ค่าซักรีดต่ำกว่า และการสึกหรอของทรัพย์สินน้อยกว่า นี่จึงเป็นเหตุผลที่ควรพิจารณาอัตรากำไรร่วมกับ อัตราการเข้าพัก, ADR, RevPAR และต้นทุนช่องทางการขาย
ค่าคอมมิชชัน OTA มีความสำคัญมากในเรื่องนี้ การจองตรงที่ราคา $130 อาจทำกำไรได้มากกว่าการจองผ่าน OTA ที่ราคา $145 หาก OTA หัก 18% และการจองตรงไม่มีค่าคอมมิชชัน ดังนั้น เครื่องคำนวณอัตรากำไรของโรงแรมจึงควรรวมต้นทุนช่องทางการขาย ไม่ใช่ดูเฉพาะรายได้เท่านั้น
วิธีเพิ่มอัตรากำไรของโรงแรม
วิธีที่เร็วที่สุดในการเพิ่มอัตรากำไร ไม่ใช่การตัดต้นทุนเสมอไป หลายโรงแรมลดคุณภาพการบริการก่อนจะไปแก้ปัญหาที่แท้จริง เช่น การตั้งราคาที่ไม่แข็งแรง การพึ่งพา OTA สูงเกินไป หรือการมองไม่เห็นผลกำไรของแต่ละช่องทางอย่างชัดเจน
เริ่มจากการดู net ADR แยกตามช่องทาง เปรียบเทียบการจองตรง Booking.com Airbnb Expedia วอล์กอิน และบัญชีลูกค้าองค์กร หลังหักค่าคอมมิชชันและส่วนลดแล้ว หากช่องทางใดช่วยเติมห้องได้แต่ให้ net ADR ต่ำ ควรจำกัดช่องทางนั้นในช่วงวันที่ดีมานด์สูง และกันห้องไว้มากขึ้นสำหรับดีมานด์ที่ให้มาร์จิ้นสูงกว่า
ขั้นต่อไปคือการลดรายได้รั่วไหลจากงานที่ต้องทำด้วยมือ การอัปเดตราคาที่พลาดไป ข้อกำหนดการขายที่ล้าสมัย และการปรับความพร้อมใช้งานล่าช้า ล้วนส่งผลต่ออัตรากำไร หากยอดจองช่วงสุดสัปดาห์กำลังมาแรง แต่ราคาบน OTA ยังเท่าเดิม โรงแรมก็อาจขายห้องในราคาถูกเกินไป และหากมีการยกเลิกแต่ไม่ได้เปิดขายห้องกลับอย่างรวดเร็ว ห้องนั้นก็อาจว่างโดยไม่ก่อรายได้
การจองตรงก็สำคัญเช่นกัน เพราะแม้จะย้ายสัดส่วนการจองจาก OTA มายังการจองตรงได้เพียงเล็กน้อย ก็ช่วยเพิ่มอัตรากำไรได้ เนื่องจากไม่มีค่าคอมมิชชัน ระบบจองตรง ที่เชื่อมต่อกับความพร้อมใช้งานแบบสด ช่วยให้แขกจองผ่านเว็บไซต์ของคุณได้ทันที โดยไม่เพิ่มภาระงานปฏิทินแบบแมนนวล
อัตรากำไรจะดีขึ้นได้เร็วที่สุดเมื่อรายงานเป็นปัจจุบัน เมื่อการจองจาก Booking.com, Airbnb หรือการจองตรงเข้ามาใน Smart Order ข้อมูลอัตราการเข้าพัก รายได้ และรายงานตามช่องทางจะอัปเดตในระบบเดียวกัน ผู้จัดการจึงมองเห็นได้ว่าช่องทางใดสร้างดีมานด์ที่ทำกำไรจริง และปรับราคาได้ทันก่อนที่เดือนนั้นจะผ่านไป
ดูผลกำไรของโรงแรมแยกตามช่องทาง ไม่ใช่แค่รายได้
Smart Order เชื่อมต่อการจอง ความพร้อมใช้งานของช่องทาง และการรายงาน เพื่อให้โรงแรมเปรียบเทียบอัตราการเข้าพัก ADR RevPAR และรายได้จากแต่ละช่องทางได้จากแดชบอร์ดเดียว
คำถามที่พบบ่อย
คำนวณอัตรากำไรของโรงแรมอย่างไร?
ใช้สูตร กำไร / รายได้รวม x 100 สำหรับอัตรากำไรสุทธิ ให้ใช้กำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด สำหรับอัตรากำไรจากการดำเนินงานขั้นต้น ให้ใช้กำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นก่อนต้นทุนเจ้าของและต้นทุนนอกการดำเนินงาน
อัตรากำไรเฉลี่ยของโรงแรมอยู่ที่เท่าไร?
คู่มือโรงแรมหลายฉบับมองว่าอัตรากำไรสุทธิราว 10% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี 5% ถือว่าต่ำ และ 20% ถือว่าแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ที่พักบางแห่งอาจอยู่นอกช่วงดังกล่าวได้ ขึ้นอยู่กับภาระหนี้ แรงงาน ทำเล ฤดูกาล และประเภทโรงแรม
อัตรากำไรต่อห้องของโรงแรมคืออะไร?
อัตรากำไรต่อห้องของโรงแรมแสดงให้เห็นว่าห้องที่พร้อมขายหรือห้องที่ขายได้แต่ละห้องสร้างกำไรได้มากเพียงใด สูตรอย่างง่ายคือ กำไรรวม / จำนวนคืนห้องว่างที่พร้อมขาย ซึ่งช่วยให้โรงแรมขนาดเล็กเชื่อมโยงกำไรรายเดือนกับจำนวนห้องที่มีอยู่จริงได้ชัดเจนขึ้น
ควรรวมค่าใช้จ่ายอะไรบ้างในเครื่องคำนวณอัตรากำไรของโรงแรม?
ควรรวมรายได้จากห้องพัก รายได้อื่น เงินเดือน ค่าคอมมิชชัน OTA ค่าสาธารณูปโภค วัสดุสิ้นเปลือง ค่าซักรีด ค่าบำรุงรักษา ซอฟต์แวร์ ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ประกันภัย ภาษีทรัพย์สิน ค่าเช่า การชำระหนี้ และค่าบริหารจัดการตามความเหมาะสม
อัตรากำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นเหมือนกับอัตรากำไรสุทธิหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน อัตรากำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นเน้นที่การดำเนินงานของโรงแรมก่อนรวมต้นทุนเจ้าของบางส่วนและต้นทุนนอกการดำเนินงาน ขณะที่อัตรากำไรสุทธิแสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วเหลือกำไรเท่าใดหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด เจ้าของควรดูทั้งสองตัวชี้วัดควบคู่กัน